Space and Economic | ข่าวเศรษฐกิจอวกาศ

Learn

แหล่งรวมความรู้ พื้นฐานการลงทุน สำหรับ มือใหม่เริ่มต้นลงทุนในตลาดโลก เรียนรู้เรื่อง เทคโนโลยีอวกาศ แบบเข้าใจง่าย ตั้งแต่ประเภทของวงโคจรไปจนถึงวิธีซื้อหุ้นต่างประเทศ และการวิเคราะห์กองทุนรวมอวกาศ (Space ETF) เปลี่ยนเรื่องซับซ้อนให้เป็นกลยุทธ์ที่ทำกำไรได้จริง

Editor Picked

จากการเปิดเผยล่าสุดโดย NASA ผ่านโครงการภาพดาราศาสตร์ประจำวัน (APOD) ได้มีการนำเสนอภาพถ่ายความละเอียดสูงของ เนบิวลางวงช้าง (Elephant's Trunk Nebula) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคอมเพล็กซ์เนบิวลาแบบเรืองแสงและกระจุกดาวอายุน้อย IC 1396 ตั้งอยู่ในบริเวณที่ห่างไกลในทางทิศเหนือของ กลุ่มดาวเซเฟอุส (Cepheus) โดยภาพนี้บันทึกโดย Eddie Sgarbossa นักถ่ายภาพดาราศาสตร์ที่แสดงให้เห็นรายละเอียดของโครงสร้างก๊าซที่คล้ายกับงวงของช้างในเทพนิยาย

ความลึกลับของงวงช้างแห่งห้วงอวกาศ

เนบิวลางวงช้าง หรือที่มีชื่อรหัสทางดาราศาสตร์ว่า vdB 142 เป็นโครงสร้างของฝุ่นและก๊าซระหว่างดวงดาวที่มีความยาวมากกว่า 20 ปีแสง รายงานระบุว่าภาพถ่ายทางโทรทรรศน์ที่ละเอียดนี้เผยให้เห็นขอบที่สว่างไสวซึ่งเกิดจากการที่ก๊าซและฝุ่นถูกพัดพาโดยรังสีและลมสุริยะจากดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้เคียง ทำให้เกิดร่องรอยและโพรงในเมฆฝุ่นที่หนาทึบ

"โครงสร้างรูปงวงช้างนี้ประกอบด้วยวัตถุดิบดิบสำหรับการสร้างดาวฤกษ์ และซ่อนเร้นดาวฤกษ์ก่อนเกิดไว้ภายในเมฆที่มืดมิด"

สำหรับ ดาวฤกษ์ก่อนเกิด (Protostars) คือมวลของก๊าซขนาดใหญ่ในอวกาศที่กำลังหดตัวลงด้วยแรงโน้มถ่วง ซึ่งเป็นขั้นตอนเริ่มต้นก่อนที่จะกลายเป็นดาวฤกษ์ที่สมบูรณ์ในอนาคต

แหล่งบ่มเพาะดาวฤกษ์ดวงใหม่

การวิเคราะห์พบว่าภายในกลุ่มเมฆรูปทรงคล้ายหนวดที่มืดมิดนี้ มีวัตถุดิบพื้นฐานที่จำเป็นต่อการก่อตัวของดาวฤกษ์ โดยนักดาราศาสตร์ระบุว่ามี ดาวฤกษ์ก่อนเกิด ซ่อนตัวอยู่ภายใน ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยแสงปกติแต่ตรวจพบได้ผ่านรังสีอินฟราเรด โครงสร้างนี้ตั้งอยู่ห่างจากโลกประมาณ 3,000 ปีแสง ซึ่งถือเป็นระยะทางที่นักดาราศาสตร์สามารถศึกษาการกำเนิดของระบบดาวใหม่ๆ ได้อย่างชัดเจน

มาตราส่วนอันน่าทึ่ง

แม้ว่า เนบิวลางวงช้าง จะดูเหมือนโครงสร้างที่โดดเดี่ยว แต่ในความเป็นจริงมันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ IC 1396 ซึ่งเป็นคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่บนท้องฟ้ากว้างกว่า 5 องศา อย่างไรก็ตาม ภาพที่ปรากฏนี้แสดงให้เห็นขอบเขตเพียงประมาณ 1 องศา ซึ่งมีขนาดปรากฏบนท้องฟ้าเล็กกว่าดวงจันทร์เต็มดวงประมาณ 2 ดวงรวมกันเล็กน้อย

การค้นพบและการบันทึกภาพในลักษณะนี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจถึงกระบวนการที่ ฝุ่นระหว่างดวงดาว (Interstellar Dust) และก๊าซไฮโดรเจนรวมตัวกันจนเกิดเป็นดาวฤกษ์รุ่นถัดไปในกาแล็กซีของเรา โดยโครงการภาพดาราศาสตร์ประจำวันนี้อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานดาราศาสตร์ฟิสิกส์ ณ ศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด (GSFC) ของ NASA ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมิชิแกน

All Articles