รายงานล่าสุดจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายโดยองค์การ NASA เปิดเผยปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าสนใจซึ่งบันทึกได้เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเป็นภาพการเรียงตัวในเชิงมุมระหว่าง ดาวหาง 10P/Tempel 2 และ กระจุกดาวทรงกลม M30 (Messier 30) วัตถุทั้งสองปรากฏอยู่เคียงข้างกันในกลุ่มดาวมกร สร้างทัศนียภาพที่ชวนให้ระลึกถึงบันทึกของนักดาราศาสตร์ในอดีต
ความแตกต่างภายใต้รูปลักษณ์ที่คล้ายคลึง
จากการเปิดเผยข้อมูลพบว่า วัตถุทางซ้ายของภาพคือ ดาวหาง 10P/Tempel 2 ซึ่งปรากฏเป็นส่วนที่ฟุ้งกระจายสีเขียวที่เรียกว่า โคม่า (Coma) โดย 10P/Tempel 2 จัดเป็น ดาวหางคาบโคจร (Periodic Comet) ซึ่งหมายถึงดาวหางที่มีวงโคจรที่แน่นอนรอบดวงอาทิตย์และจะปรากฏให้เห็นเป็นระยะตามช่วงเวลาที่กำหนด
ในขณะที่วัตถุทางด้านขวาคือ Messier 30 หรือ M30 ซึ่งเป็น กระจุกดาวทรงกลม (Globular Cluster) อันหมายถึงกลุ่มของดาวฤกษ์นับแสนดวงที่รวมตัวกันอย่างหนาแน่นด้วยแรงโน้มถ่วง มักพบอยู่บริเวณส่วนนอกของกาแล็กซีทางช้างเผือก วัตถุนี้คือลำดับที่ 30 ในบัญชีรายชื่อของ Charles Messier นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสผู้รวบรวมรายชื่อวัตถุบนท้องฟ้าที่ ไม่ใช่ดาวหาง เพื่อไม่ให้นักล่าดาวหางในยุคนั้นเกิดความสับสน
มุมมองเชิงลึกผ่านเลนส์กล้องโทรทรรศน์
การวิเคราะห์พบว่าแม้ภาพถ่ายสมัยใหม่จะแสดงรายละเอียดที่ชัดเจน แต่หากมองผ่านกล้องโทรทรรศน์ในยุคศตวรรษที่ 18 วัตถุทั้งสองจะปรากฏเป็นเพียงจุดแสงที่ฟุ้งและมัว (Faint and Fuzzy) ซึ่งคล้ายกันมากจนอาจแยกไม่ออก ภาพถ่ายชุดนี้ บันทึกรายละเอียดของดาวหาง Tempel 2 ขณะที่มันเคลื่อนที่เข้าใกล้ตำแหน่งปรากฏของ M30 บนท้องฟ้าพอดี
"ดาวหาง Tempel 2 อยู่ห่างจากโลกเพียง 3.5 นาทีแสง ในขณะที่กระจุกดาว M30 อยู่ห่างออกไปถึง 28,000 ปีแสง"
นอกจากนี้ ในภาพยังปรากฏร่องรอยของ ทางฝุ่นตามแนววงโคจร (Orbital Dust Trail) ของดาวหางที่ดูเหมือนจะพาดผ่านกระจุกดาวทรงกลม แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงมุมมองจากโลกเท่านั้น วัตถุทั้งสองอยู่ห่างจากกันมหาศาลในอวกาศสามมิติ การรวบรวมข้อมูลใน Messier Catalogue of Nebulae and Star Clusters ของเมสสิเยร์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาวัดระยะและจำแนกวัตถุในห้วงอวกาศลึกมาจนถึงปัจจุบัน












