สรุปเหตุการณ์
เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 Blue Origin ได้ปล่อยจรวด New Glenn ขึ้นสู่อวกาศเป็นครั้งที่ 3 โดยครั้งนี้ใช้บูสเตอร์ที่เคยบินมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญด้านการนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reusability) อย่างไรก็ตาม ภารกิจนี้มีผลลัพธ์สองด้านที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง
ด้านบวก: บูสเตอร์ชื่อ "Never Tell Me the Odds" ลงจอดบนแท่นลอยน้ำ Jacklyn กลางมหาสมุทรแอตแลนติกได้สำเร็จเป็นครั้งที่สอง
ด้านลบ: ดาวเทียม BlueBird 7 ของ AST SpaceMobile ถูกส่งขึ้นไปยังวงโคจรที่ต่ำกว่าแผน จนไม่สามารถใช้งานได้ และต้องถูกนำออกจากวงโคจร (De-orbit)
ปัญหาเกิดจากการที่การจุดระเบิดรอบที่สองของ Upper Stage ล้มเหลวหรือหยุดทำงานก่อนกำหนด ส่งผลให้ดาวเทียมไม่สามารถเข้าสู่วงโคจรที่ความสูงราว 460 กม. ได้ตามเป้าหมาย

ผลกระทบต่อหุ้น — 2 บริษัท 2 ชะตากรรม
🔴 AST SpaceMobile (NASDAQ: ASTS) — ผู้รับเคราะห์โดยตรง
หุ้น ASTS ดิ่งลงกว่า 15% ในการซื้อขายล่วงหน้า (After-hours) หลังจากบริษัทยืนยันการสูญเสียดาวเทียม และ บางช่วงหุ้นร่วงไปมากกว่า 17%
ปัจจัยเร่งที่ทำให้แรงกดดันรุนแรงขึ้นมี 3 ประการ
ประการแรก — ไม่ใช่เหตุการณ์เดี่ยว: หุ้น ASTS ร่วงลงมาแล้ว 10% ในสัปดาห์ก่อนหน้า จากความล่าช้าของการปล่อยดาวเทียม BlueBird 7 ดังนั้นการขาดทุนสะสมตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนจึงมีนัยสำคัญมาก
ประการที่สอง — แรงกดดันจากคู่แข่ง: Amazon เพิ่งประกาศซื้อกิจการ Globalstar และเข้าสู่ตลาด Satellite-to-smartphone ซึ่งทำให้ "หน้าต่างแห่งโอกาส" ของ ASTS แคบลงอย่างรวดเร็ว
ประการที่สาม — Valuation ตึงตัว: นักวิเคราะห์มองว่า Valuation ที่ระดับ 34,000 ล้านดอลลาร์ของ ASTS นั้นไม่ยั่งยืนและการสูญเสียดาวเทียมครั้งนี้ยิ่งทำให้การคาดการณ์รายได้ในอนาคตสั่นคลอน
ข่าวบรรเทาบางส่วน: บริษัทคาดว่าจะได้รับเงินชดเชยค่าดาวเทียมจากกรมธรรม์ประกันภัย และ ดาวเทียม BlueBird 8–10 คาดว่าพร้อมส่งมอบภายในราว 30 วัน โดยบริษัทยังคงเป้าหมายส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรราว 45 ดวงภายในปี 2569
🟡 Blue Origin — ผู้รับผิดชอบ แต่ยังไม่จดทะเบียนในตลาดหุ้น
Blue Origin เป็นบริษัทเอกชนของ Jeff Bezos ยังไม่มีหุ้นในตลาด แต่เหตุการณ์นี้กระทบทางอ้อมต่อชื่อเสียงและสัญญาในอนาคต
มิติบวก: การนำบูสเตอร์กลับมาใช้ซ้ำได้สำเร็จถือเป็นความก้าวหน้าทางวิศวกรรมที่สำคัญ และส่งสัญญาณให้ตลาดรู้ว่า Blue Origin พร้อมท้าทาย SpaceX ในสนามแข่งขันด้านการลดต้นทุนการส่งดาวเทียม
มิติลบ: ความล้มเหลวในการส่งดาวเทียมลูกค้าได้อย่างถูกต้องบ่งชี้ว่า Blue Origin ยังมีความท้าทายด้านความน่าเชื่อถือที่ต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไป โดยเฉพาะเมื่อ Upper Stage ยังมีปัญหา Blue Origin คาดการณ์ว่าจะปล่อย 6–8 ครั้งในปี 2568 แต่ทำได้เพียง 2 ครั้งและหากปัญหานี้ซ้ำอีก ลูกค้าอาจเลือก SpaceX แทน
มุมมองการลงทุน — วิเคราะห์เชิงเหตุผล
สำหรับ ASTS (AST SpaceMobile)
กรณีขาลง (Bear Case):
ความล้มเหลวครั้งนี้กระทบโดยตรงต่อแผนการสร้างเครือข่ายดาวเทียม และอาจทำให้ Timeline การสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ในครึ่งหลังปี 2569 เลื่อนออกไป บวกกับการแข่งขันจาก SpaceX Starlink และ Amazon ที่รุนแรงขึ้น ทำให้ความเสี่ยงสูง
กรณีขาขึ้น (Bull Case):
ความสนใจในบริการ Satellite-to-smartphone กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และ ASTS ยังคงมีแผนการปล่อยดาวเทียมอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี การมีสัญญาประกันภัยก็ช่วยจำกัดความเสียหายทางการเงินในระยะสั้น
คำแนะนำ: นักลงทุนที่มองหุ้นนี้อยู่ควรรอดูผลการปล่อยดาวเทียม BlueBird 8–10 ก่อน เพราะจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าบริษัทสามารถฟื้นตัวและรักษา Timeline ได้หรือไม่ การซื้อตอนนี้มีความเสี่ยงสูง แต่ราคาที่ร่วงลงก็อาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่เชื่อมั่นใน Thesis ของ Space Internet
ผู้ได้ประโยชน์ทางอ้อม
SpaceX (เอกชน) / Starlink: ความล้มเหลวของ ASTS ทำให้ SpaceX และ Starlink ได้เปรียบทั้งในแง่ความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุน Valuation ที่สูงขึ้น เนื่องจาก Starlink ได้บรรลุระดับ Scale รายได้ และ Profitability แล้ว
สรุปภาพรวม
ตัวชี้วัดBlue OriginAST SpaceMobileผลกระทบทันทีชื่อเสียงลดลงชั่วคราวหุ้นร่วง 15–17%ปัจจัยบวกReusability สำเร็จครั้งแรกประกันคุ้มครองค่าดาวเทียมปัจจัยลบUpper Stage ยังไม่น่าเชื่อถือTimeline และ Valuation สั่นคลอนระยะยาวต้องพิสูจน์ความน่าเชื่อถือรอดูผลปล่อยดาวเทียมครั้งต่อไป
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นความจริงของอุตสาหกรรม Space Tech ว่า ความก้าวหน้าทางวิศวกรรม (บูสเตอร์กลับมาใช้ซ้ำ) กับความน่าเชื่อถือในระดับปฏิบัติการ (ส่งดาวเทียมได้ถูกวงโคจร) เป็นคนละเรื่องกัน และนักลงทุนต้องประเมินทั้งสองมิตินี้แยกกันอย่างรอบคอบ











