จากการเปิดเผยของ NASA เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2026 ณ ศูนย์อวกาศเคนเนดี (Kennedy Space Center) รัฐฟลอริดา รายงานระบุถึงความสำเร็จอันน่าทึ่งของ Rohit Goeptar ผู้อพยพจากประเทศซูรินาเมที่ก้าวข้ามผ่านความยากจนและวิกฤตชีวิต จนกลายเป็นนักวิเคราะห์คลื่นวิทยุและแม่เหล็กไฟฟ้าคนสำคัญของโครงการบริการการปล่อยยานอวกาศ (Launch Services Program) ของ NASA
จากความยากจนในอเมริกาใต้สู่กองทัพเรือสหรัฐฯ
Goeptar เกิดในครอบครัวที่ยากจนในประเทศซูรินาเม ทวีปอเมริกาใต้ ก่อนจะอพยพมายังแคลิฟอร์เนียตั้งแต่อายุ 6 ขวบ เขาต้องเผชิญกับอุปสรรคชีวิตมากมาย ทั้งการสูญเสียพ่อและการต้องใช้ชีวิตเป็นคนไร้บ้านเป็นเวลาถึง 6 เดือนในฟลอริดา อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาเข้าร่วมกองทัพนาวิกโยธินสหรัฐฯ (U.S. Marine Corps) เป็นเวลา 6 ปี ในตำแหน่งพนักงานปฏิบัติการทางเทคนิค ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้ทักษะด้านระบบสื่อสารจากการลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพายุไต้ฝุ่นในฟิลิปปินส์
ก้าวสำคัญสู่การเป็นวิศวกร NASA
ด้วยการสนับสนุนจากภรรยา Goeptar ตัดสินใจเข้าศึกษาต่อด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมไฟฟ้าที่มหาวิทยาลัยเซ็นทรัลฟลอริดา (UCF) และได้รับโอกาสเข้าฝึกงานที่ NASA ภายใต้สัญญาจ้าง Expendable Launch Vehicle Integrated Support (ELVIS) ก่อนจะได้รับการบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลพลเรือน (Civil Servant) ของ NASA ในเวลาต่อมา
ปัจจุบัน Goeptar ดำรงตำแหน่งนักวิเคราะห์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นความถี่วิทยุในโครงการ Launch Services Program (LSP) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดหาและกำกับดูแลบริการการปล่อยจรวดสำหรับภารกิจทางวิทยาศาสตร์ของ NASA โดยเขามีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์และตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ บนยานอวกาศจะไม่เกิดการรบกวนกันเอง
นวัตกรรมและการแก้ปัญหาเพื่อความแม่นยำในภารกิจอวกาศ
การวิเคราะห์พบว่า Goeptar ได้สร้างผลงานที่โดดเด่นในระยะเวลาอันสั้น โดยเขาสังเกตเห็นปัญหาในแบบจำลองการวิเคราะห์ที่ทีมงานใช้อยู่ ซึ่งไม่ได้คำนวณการเคลื่อนที่แบบ Pitch, Yaw, and Roll (การเงย การส่าย และการหมุน) ของจรวดหลังจากปล่อยตัว เขาจึงนำเสนอแนวทางแก้ไขที่ช่วยให้ข้อมูลของ NASA และข้อมูลของพันธมิตรมีความแม่นยำและสอดคล้องกันมากขึ้น
"ไม่มีความรู้สึกใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการได้รับใช้ประเทศชาติและอนาคตของประเทศเรา การได้ตอบแทนรัฐบาลที่ให้โอกาสผมได้ยืนอยู่ในจุดนี้คือสิ่งที่วิเศษที่สุด" Goeptar กล่าว
ภารกิจสำคัญที่เขาได้มีส่วนร่วมแล้ว ได้แก่ ภารกิจ Sentinel-6B (ดาวเทียมตรวจวัดระดับน้ำทะเล), JPSS-4 (ระบบดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาแบบวงโคจรผ่านขั้วโลก) และ IMAP (Interstellar Mapping and Acceleration Probe) ซึ่งเป็นภารกิจสำรวจอนุภาคพลังงานสูงจากขอบเขตของระบบสุริยะเพื่อทำความเข้าใจการป้องกันโลกจากรังสีคอสมิก
นอกเหนือจากความสำเร็จในอาชีพ Goeptar ยังได้รับคัดเลือกเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมไฟฟ้าที่มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์และ UCF ขณะที่ลูกชายวัย 11 ปีของเขาก็มีความฝันที่จะเป็นนักบินอวกาศในอนาคต โดย Goeptar ตั้งเป้าหมายว่าหนึ่งในภารกิจสุดท้ายของเขาก่อนเกษียณ อาจเป็นภารกิจที่ลูกชายของเขาได้เดินทางขึ้นสู่อวกาศจริงๆ
สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภารกิจต่างๆ ของ NASA ได้ที่ https://www.nasa.gov











