รายงานล่าสุดระบุว่า เมื่อ 50 ปีก่อน ยานลงจอด Viking 1 และ Viking 2 ของ NASA ได้จารึกประวัติศาสตร์ด้วยการลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นการเปิดศักราชใหม่แห่งการสำรวจดาวเคราะห์ เบื้องหลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้คือทีมงานจากศูนย์วิจัย Langley Research Center ในเมืองแฮมป์ตัน รัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งมีความเป็นผู้นำและเชี่ยวชาญทางเทคนิคจนสามารถเปลี่ยนแนวคิดที่ทะเยอทะยานให้กลายเป็นภารกิจที่พลิกโฉมวิธีการสำรวจโลกใบอื่น
การวางรากฐานเพื่อพิชิตดาวอังคาร
จากการเปิดเผยของ NASA ระบุว่า ศูนย์วิจัย Langley ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำโครงการ Viking ในปี 1968 ซึ่งเป็นภารกิจแรกของสหรัฐฯ ที่ออกแบบมาเพื่อลงจอดบนดาวอังคารอย่างปลอดภัยและค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิต James S. Martin Jr. ผู้จัดการโครงการในขณะนั้นได้วางระเบียบวินัยที่เข้มงวดในการตรวจสอบทางวิศวกรรมและการทดสอบระบบทุกส่วนอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างจะทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบเมื่ออยู่บนดาวอังคาร
นวัตกรรมการเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ การลดความเร็ว และการลงจอด (EDL)
วิศวกรของ Langley ต้องเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยมีใครทำสำเร็จมาก่อน นั่นคือการชะลอความเร็วยานอวกาศที่พุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศดาวอังคารด้วยความเร็วกว่า 10,000 ไมล์ต่อชั่วโมง พวกเขาได้ใช้ความเชี่ยวชาญด้านอากาศพลศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันความร้อนในการสร้าง Aeroshell (ฝาครอบป้องกันยาน), Heat Shield (เกราะกันความร้อน) และ Supersonic Parachute (ร่มชูชีพความเร็วเหนือเสียง) ซึ่งระบบเหล่านี้มาจากการทดสอบในอุโมงค์ลมและการวิเคราะห์ปัญหาอย่างยาวนานหลายปี
"ความเชี่ยวชาญในระบบ Entry, Descent, and Landing (EDL) ของ Langley ยังคงเป็นมาตรฐานระดับโลกมาจนถึงปัจจุบัน"
วิทยาศาสตร์และความปลอดภัยที่ต้องก้าวไปพร้อมกัน
นอกเหนือจากด้านวิศวกรรม Langley ยังช่วยพัฒนากระบวนการค้นหาจุดลงจอดที่ปลอดภัย โดยการนำภาพถ่ายจากยานโคจร (Orbiter) มาผสานกับข้อมูลเรดาร์จากหอดูดาวบนโลกเพื่อระบุพื้นที่ที่มีค่าทางวิทยาศาสตร์สูงและมีความปลอดภัยทางวิศวกรรม ซึ่งกลายเป็นวิธีมาตรฐานสำหรับภารกิจดาวอังคารในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ โครงการ Viking ยังได้นำหน่วยเวลา Sol (วันบนดาวอังคารที่มีระยะเวลายาวนานกว่าวันบนโลกเล็กน้อย) มาใช้เพื่อให้ทีมปฏิบัติงานสามารถทำงานสอดคล้องกับเวลาท้องถิ่นบนดาวอังคาร ซึ่งเป็นแนวทางที่ยานสำรวจพื้นผิวในปัจจุบันยังคงปฏิบัติอยู่
มรดกที่ยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน
การวิเคราะห์พบว่าภารกิจ Viking ได้วางรูปแบบพื้นฐานที่ NASA ใช้ในการสำรวจระบบสุริยะ นั่นคือการใช้ยานโคจรสำรวจก่อน แล้วจึงยืนยันจุดลงจอดด้วยข้อมูลจริง และลงจอดด้วยระบบที่ผ่านการทดสอบมาอย่างหนักหน่วง แนวทางนี้ถูกส่งต่อมายังยานรุ่นหลังอย่าง Curiosity และ Perseverance
แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีมนุษย์คนใดไปเหยียบดาวอังคาร แต่ Viking ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการเดินทางไปถึงและปฏิบัติงานบนดาวเคราะห์ดวงอื่นนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้จริง ในโอกาสครบรอบ 50 ปีของการลงจอด อิทธิพลของศูนย์วิจัย Langley ยังคงเด่นชัดผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีลงจอดรุ่นใหม่เพื่อรองรับการส่งมนุษย์ไปสำรวจในอนาคต
จิตวิญญาณที่นำทางภารกิจ Viking ยังคงขับเคลื่อนศูนย์วิจัยในแฮมป์ตันให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและมุ่งมั่นสู่ขอบฟ้าใหม่ที่ท้าทายยิ่งขึ้นในอนาคต










