บริษัทอวกาศเอกชน Blue Origin รายงานความคืบหน้าสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีจรวดแบบใช้ซ้ำ หลังประสบความสำเร็จในการนำบูสเตอร์ของจรวด New Glenn กลับมาใช้งานอีกครั้ง ในภารกิจปล่อยดาวเทียมเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2026 ซึ่งเป็นการปล่อยครั้งที่ 3 ของจรวดรุ่นนี้
ดูข้อมูลภารกิจ New Glenn | BlueBird Block 2 #2 ได้ที่นี่
https://www.spacenomics.co/launch/new-glenn-bluebird-block-2-2
การปล่อยจรวดเกิดขึ้นจากฐานยิงที่ Cape Canaveral รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา โดยจรวดได้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในช่วงเช้า และสามารถนำบูสเตอร์กลับมาลงจอดบนเรือกลางมหาสมุทรได้สำเร็จภายในเวลาประมาณ 10 นาทีหลังปล่อย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของ Blue Origin ในการแข่งขันด้านเทคโนโลยี reusable rocket กับบริษัทคู่แข่งอย่าง SpaceX

อย่างไรก็ตาม แม้ขั้นตอนการปล่อยและการนำบูสเตอร์กลับมาจะประสบความสำเร็จ ภารกิจหลักกลับไม่เป็นไปตามแผน เมื่อเกิดความผิดพลาดในขั้นตอนการทำงานของจรวดส่วนบน (upper stage) ส่งผลให้ดาวเทียม BlueBird 7 ของ AST SpaceMobile ถูกส่งเข้าสู่วงโคจรที่ต่ำกว่าที่กำหนด
แม้ว่าดาวเทียมจะสามารถแยกตัวจากจรวดและเปิดระบบทำงานได้ตามปกติ แต่ระดับความสูงของวงโคจรไม่เพียงพอสำหรับการปฏิบัติภารกิจในระยะยาว ส่งผลให้ต้องถูกนำกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและยุติการใช้งานในที่สุด
เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความท้าทายของอุตสาหกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน แม้เทคโนโลยีการนำจรวดกลับมาใช้ซ้ำจะช่วยลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ความแม่นยำในการส่ง payload ขึ้นสู่วงโคจรยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสำเร็จของภารกิจ โดยผู้เชี่ยวชาญมองว่า ความผิดพลาดในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าโครงการ New Glenn ยังอยู่ในช่วงพัฒนา และต้องปรับปรุงเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือในอนาคต
ทั้งนี้ บริษัท AST SpaceMobile ระบุว่าความเสียหายของดาวเทียมอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของประกัน และยังคงเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายดาวเทียมสื่อสารต่อไป ขณะที่ Blue Origin คาดว่าจะนำบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ไปปรับปรุงระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของภารกิจในอนาคต และเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดอวกาศที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก











