รายงานล่าสุดระบุว่า NASA และ SpaceX กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจส่งเสบียงและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ครั้งที่ 35 สู่ สถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station หรือ ISS) โดยภารกิจนี้จะใช้ยานอวกาศ Dragon ทะยานขึ้นด้วยจรวด Falcon 9 จากฐานปล่อยภายในสถานีกองทัพอวกาศเคปคานาเวอรัล รัฐฟลอริดา ซึ่งมีกำหนดการเร็วที่สุดในช่วงเดือนตุลาคมนี้
งานวิจัยเปลี่ยนโลกในสภาวะไมโครกราวิตี้
จากการเปิดเผยของ NASA ภารกิจส่งเสบียงเชิงพาณิชย์ในครั้งนี้ไม่ได้บรรทุกเพียงแค่เครื่องอุปโภคบริโภคสำหรับนักบินอวกาศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอุปกรณ์สำหรับการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จาก สภาวะไมโครกราวิตี้ (Microgravity) หรือสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการที่สมบูรณ์แบบในการศึกษาปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถทำได้บนโลก
ไฮไลต์สำคัญของงานวิจัยในครั้งนี้ประกอบด้วย:
- การผลิตเรตินาเทียม (Artificial Retinas): การทดลองใช้สภาวะไมโครกราวิตี้เพื่อผลิตวัสดุชั้นบางที่จะถูกนำมาทำเป็นเรตินาเทียม ซึ่งอาจช่วยฟื้นฟูการมองเห็นให้แก่ผู้ป่วยที่มีความบกพร่องทางสายตาบนโลก
- แบบจำลองเซลล์หัวใจ 3 มิติ (3D Heart Cell Models): เพื่อศึกษาการตอบสนองของยาในระดับเซลล์ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากโลก ช่วยในการพัฒนายาและเตรียมความพร้อมสำหรับนักบินอวกาศในภารกิจระยะยาว
- ออร์แกนอยด์สมอง (Brain Organoids): การศึกษาการเติบโตของเนื้อเยื่อสมองจำลองเพื่อค้นหาแนวทางการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาท เช่น อัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน
เสริมพลังงานอวกาศด้วยแผงโซลาร์เซลล์ IROSA
การวิเคราะห์พบว่าภารกิจนี้จะมีการขนส่งชุดแผงโซลาร์เซลล์แบบม้วนเก็บได้ที่เรียกว่า IROSA (International Space Station Roll-Out Solar Arrays) ชุดสุดท้ายขึ้นสู่สถานีอวกาศ โดยนักบินอวกาศมีกำหนดจะทำการออกไปปฏิบัติหน้าที่นอกยาน (Spacewalk) ในอนาคตเพื่อติดตั้งแผงเหล่านี้ให้เสร็จสมบูรณ์
"เมื่อการติดตั้งเสร็จสิ้น แผงโซลาร์เซลล์ IROSA จะช่วยเพิ่มกำลังไฟฟ้าให้กับสถานีอวกาศอย่างมหาศาล เพื่อรองรับทั้งการปฏิบัติงานที่ซับซ้อนและการวิจัยใหม่ๆ รวมถึงสนับสนุนขั้นตอนการปลดประจำการสถานีอวกาศอย่างปลอดภัยในอนาคต"
รากฐานสู่ดวงจันทร์และดาวอังคาร
ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี ที่มนุษย์ได้ขึ้นไปพำนักและปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องบน สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) — ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการลอยฟ้าที่โคจรรอบโลกที่ความสูงประมาณ 400 กิโลเมตร — ได้ช่วยให้ NASA ก้าวข้ามขีดจำกัดทางความรู้ด้านการบินอวกาศของมนุษย์ ข้อมูลที่ได้จากภารกิจเหล่านี้คือรากฐานสำคัญของโครงการ Artemis (โครงการอาร์เทมิส) ที่จะพามนุษย์กลับไปสู่ดวงจันทร์ และปูทางไปสู่ภารกิจการสำรวจดาวอังคารในลำดับถัดไป
สำหรับสื่อมวลชนที่สนใจติดตามข่าวสารและกิจกรรมก่อนการปล่อยจรวด สามารถยื่นขออนุมัติได้ที่เว็บไซต์ https://media.ksc.nasa.gov โดยมีกำหนดปิดรับสมัครในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ และสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภารกิจส่งเสบียงได้ที่ https://www.nasa.gov/station










