จากการเปิดเผยล่าสุดของ NASA เมื่อเดือนกันยายน 2026 องค์การได้ประกาศ คัดเลือกภารกิจ PRIMA (PRobe far-Infrared Mission for Astrophysics) ให้เป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศล้ำสมัยรุ่นใหม่ที่มีเป้าหมายในการสำรวจเอกภพในช่วงคลื่นที่ดวงตาของมนุษย์มองไม่เห็น เพื่อค้นหาคำตอบเกี่ยวกับต้นกำเนิดของระบบสุริยะและกาแล็กซีต่างๆ
ก้าวสำคัญสู่ยุคใหม่ของ Probe Explorers
หอสังเกตการณ์ PRIMA ถือเป็นภารกิจแรกที่ถูกจัดอยู่ใน ภารกิจประเภทใหม่ ของ NASA ที่เรียกว่า Probe Explorers ภายใต้โครงการ Explorers Program ที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน โดย Probe Explorers คือโครงการสำรวจอวกาศระดับกลางที่ออกแบบมาเพื่อเติมเต็มช่องว่างระหว่างภารกิจขนาดเล็กและภารกิจเรือธง (Flagship) เพื่อตอบคำถามทางดาราศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจงด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
การสังเกตการณ์ผ่าน "อินฟราเรดไกล"
ความสามารถหลักของ PRIMA คือการตรวจจับ แสงอินฟราเรดไกล (Far-Infrared) ซึ่งเป็นช่วงความยาวคลื่นที่สามารถทะลุผ่านกลุ่มฝุ่นคอสมิกหนาทึบที่มักบดบังวัตถุสำคัญในอวกาศได้ การวิเคราะห์พบว่าการสังเกตการณ์ในย่านนี้จะช่วยให้เหล่านักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาวัตถุในอวกาศที่ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นได้อย่างละเอียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
"PRIMA จะช่วยให้เรามองเห็นลึกลงไปในใจกลางของกลุ่มก๊าซและฝุ่น เพื่อดูว่าดวงดาวและดาวเคราะห์ก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไร"
ภารกิจไขปริศนาต้นกำเนิดแห่งชีวิต
เป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ของภารกิจนี้ครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาการก่อตัวของดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ และหลุมดำมวลยิ่งยวด ไปจนถึงประเด็นสำคัญอย่างการสืบหาต้นกำเนิดของน้ำบนโลก PRIMA จะวิเคราะห์โมเลกุลของน้ำในอวกาศเพื่อดูว่าทรัพยากรล้ำค่านี้เดินทางมาสู่ดาวเคราะห์ของเราได้อย่างไรในอดีต
ตามรายงานระบุว่า หากภารกิจนี้ได้รับการยืนยันขั้นสุดท้ายจาก NASA กล้องโทรทรรศน์ PRIMA มีเป้าหมายที่จะเริ่มทะยานขึ้นสู่อวกาศในปี 2033 โดยวางแผนระยะเวลาปฏิบัติภารกิจหลักไว้อย่างน้อย 5 ปี เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับวงการดาราศาสตร์ฟิสิกส์สืบไป










