รายงานล่าสุดจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายของ NASA เปิดเผยให้เห็นรายละเอียดที่น่าทึ่งของ ด้านไกลของดวงจันทร์ (Lunar Farside) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มนุษย์บนโลกไม่มีโอกาสได้เห็นด้วยตาเปล่า เนื่องด้วยปรากฏการณ์ การหมุนรอบตัวเองที่สัมพันธ์กัน (Synchronous Rotation) ซึ่งเป็นสภาวะที่ดวงจันทร์ใช้เวลาในการหมุนรอบตัวเองเท่ากับเวลาที่ใช้โคจรรอบโลก ส่งผลให้ดวงจันทร์หันพื้นผิวเพียงด้านเดียวเข้าหาโลกเสมอ
ความแตกต่างทางธรณีวิทยาที่น่าฉงน
จากการเปิดเผยภาพโมเสกความละเอียดสูงที่รวบรวมโดยกล้องมุมกว้างของยาน Lunar Reconnaissance Orbiter (LRO) ซึ่งเป็นยานสำรวจที่ถูกส่งไปเพื่อทำแผนที่และศึกษาดวงจันทร์ในระดับรายละเอียด พบว่าพื้นผิวของด้านไกลมีความแตกต่างจาก ด้านใกล้ของดวงจันทร์ (Lunar Nearside) อย่างชัดเจน พื้นผิวฝั่งที่โลกมองไม่เห็นนี้เต็มไปด้วยความขรุขระและร่องรอยการถูกพุ่งชนจากอุกกาบาตอย่างหนักหน่วง แต่กลับแทบไม่มีพื้นที่ราบเรียบสีคล้ำที่เรียกว่า มาเร (Lunar Maria) เหมือนกับด้านใกล้ที่เราคุ้นเคย
มาเร (Lunar Maria) คือที่ราบต่ำขนาดใหญ่บนดวงจันทร์ที่เกิดจากการไหลของลาวาโบราณเมื่อหลายพันล้านปีก่อน ซึ่งความแตกต่างของภูมิประเทศนี้ได้สร้างคำถามสำคัญในวงการวิทยาศาสตร์มาอย่างยาวนาน
ทฤษฎีเปลือกดวงจันทร์ที่หนากว่า
การวิเคราะห์ข้อมูลระบุว่า สาเหตุที่ด้านไกลของดวงจันทร์ไม่มีพื้นที่ราบ มาเร มากนัก เป็นเพราะ เปลือกดวงจันทร์ (Lunar Crust) ในฝั่งนี้มีความหนากว่าด้านใกล้มาก ความหนาที่เพิ่มขึ้นนี้ทำหน้าที่เป็นเสมือนเกราะป้องกันที่สกัดกั้นไม่ให้หินหนืดหรือลาวาจากภายในไหลขึ้นมาสะสมบนพื้นผิวได้ง่ายเหมือนฝั่งด้านใกล้ ส่งผลให้ภูมิประเทศฝั่งนี้คงสภาพความขรุขระจากการพุ่งชนไว้ได้อย่างยาวนาน
"ภาพถ่ายที่คมชัดนี้เป็นผลจากการประกอบภาพย่อยกว่า 15,000 ภาพที่บันทึกไว้ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2009 ถึงกุมภาพันธ์ 2011 โดยในรุ่นความละเอียดสูงสุดสามารถแสดงรายละเอียดวัตถุได้ถึงขนาด 100 เมตรต่อพิกเซล"
การศึกษาข้อมูลจากยาน Lunar Reconnaissance Orbiter ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์การพุ่งชนในระบบสุริยะช่วงเริ่มต้น แต่ยังช่วยให้เราเข้าใจถึงวิวัฒนาการทางความร้อนภายในของบริวารเพียงหนึ่งเดียวของโลกใบนี้อีกด้วย ข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการวางแผนภารกิจสำรวจดวงจันทร์ในอนาคตภายใต้ความร่วมมือของโครงการต่าง ๆ ของ NASA และพันธมิตรนานาชาติ












